Get Adobe Flash player






ประวัติ

จอมพลและมหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี




      จอมพล และ มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ( นามเดิม เจิม แสง - ชูโต ) เกิดที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ(ทัด) จังหวัดธนบุรี เมื่อวันอังคารที่ ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๓๙๔ ตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีชวด เป็นบุตรของ พระยาพิจารณ์สรรพกิจ หุ้มแพร มหาดเล็กวรเดช (แสง แสง-ชูโต) และคุณเดิม บุญนาค  มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๑๑ คน  ถึงแก่กรรมเสียแต่เล็ก ๗ คน  เหลือแต่นายจัน  แสง-ชูโต ผู้เป็นพี่คนที่ ๓ ได้เป็นพระยาสุนทรสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี  กับน้องหญิงอีก ๒ คน  คือคุณสังวาลย์ และคุณหญิง  (แสง-ชูโต)

     เมื่อเจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯเกิดนั้น  มีปานดำที่หน้าอกดุจรอยเจิมด้วยเขม่าไฟ  สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติจึงให้นามว่า เจิม  ด้วยเหตุว่า  บิดามารดาของเจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯมีบุตรชายคนแรก  อายุยังไม่ทันถึงขวบก็ถึงแก่กรรม  ภายหลังเกิดบุตรีอีกคน ๑  สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติให้นามว่าเหลน  เพราะเป็นเหลนคนโตของท่าน  มีอายุได้ ๓ ขวบถึงแก่กรรมอีก  ท่านเอี่ยมผู้เป็นยายมีความเศร้าโศกเสียใจยิ่งนัก  ในเวลาที่จะยกศพลงบรรจุหีบ ท่านเอี่ยมเอาเขม่าหม้อป้ายลงที่หน้าอกศพ ร้องไห้คร่ำครวญสั่งว่า  หลานจงกลับมาเกิดใหม่อีก ถ้ากลับมาเกิดให้มีรอยเขม่าหม้อหมายที่หน้าอกเป็นสำคัญ  อยู่มาบิดามารดาเจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯมีบุตรชายอีกคน ๑ คือพระยาสุนทรสงคราม  แต่หาได้มีปานดำเป็นสำคัญไม่  ต่อมาจึงมีบุตรชายอีกคน ๑ คือเจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯมีตำหนิปานดำที่หน้าอก  จึงได้ให้นามตามนิมิตนั้น

        เมื่อนายเจิมอายุประมาณ ๕ - ๖ ขวบ  ได้เล่าเรียนวิชาชั้นต้นที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยผู้เป็นทวด  เมื่ออายุ ๘ - ๙ ขวบ มีอุปนิสัยอารีอารอบชอบคบเพื่อนมาก  ชอบเล่นอย่างวิธีนักรบและชอบตกแต่งประดับประดาที่อยู่ให้สะอาดเรียบร้อย  ชอบทำการช่างต่างๆ  ส่อให้เห็นอุปนิสัยมาแต่เล็ก  พออายุได้ ๑๑ ขวบมารดาถึงแก่กรรม  ต่อมาบิดาได้ย้ายมาอยู่บ้านเดิมที่บ้านพระยาสุรเสนา(สวัสดิ์  ชูโต)ผู้เป็นปู่  ไปฝากให้ศึกษาอักขรสมัยเบื้องต้นในสำนักพระวิเชียรมุนี วัดพิชัยญาติ  เมื่ออายุ ๑๓ ปี  โกนจุกแล้วอุปสมบทเป็นสามเณร ๑ พรรษา  ลาสิกขาแล้วบิดานำไปมอบให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง) แต่เมื่อยังเป็นพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหพระกลาโหม  ให้ใช้สอยและฝึกหัดราชการ  นอกจากนี้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ยังให้ฝึกหัดวิชาขี่ม้ารำทวน  และยิงปืนกับวิชาอื่นๆซึ่งนิยมกันในสมัยนั้น  แล้วนำถวายตัวเป็นมหาดเล็กรัชกาลที่ ๔  ได้เป็นมหาดเล็กวิเศษ สังกัดเวรฤทธิ์  ครั้งเสด็จสวรรคตแล้วก็อยู่กับสมเด็จพระเจ้ายาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ต่อไป    

      เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง - ชูโต) ท่านได้ประกอบกรณียกิจ อันเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ประเทศชาติในด้านต่างๆ เป็นอเนกประการ นับตั้งแต่การเฝ้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นคนแรก ทั้งเป็นแบบอย่างให้กับบุตรขุนนาง ข้าราชการได้สมัครเข้ารับราชการทหารสนองพระเดชพระคุณ ด้วยความยินดี ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นราชองค์รักษ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ เป็นอุปทูตออกไป ประเทศยุโรปด้วยราชการเป็นผลสำเร็จ


เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี 

(เจิม แสง-ชูโต) 

มื่อครั้งเป็นจมื่นสราภัยสฤษดิ์การ 

อุปทูต ณ เมืองปัตตาเวีย



จอมพล และมหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

(เจิม แสง-ชูโต)

ขณะเป็นนายพันเอกจมื่น ไวยวรนารถ ที่เมืองซ่อน เมื่อครั้งยกทัพไปปราบฮ้อ ในครั้งนั้น ถือเป็นผลงานสำคัญของกรมทหารม้า

          ภายหลัง ได้รับการสนองพระเดชพระคุณ ในตำแหน่งหัวหน้าหมื่น มหาดเล็กเป็นผู้มีหน้าที่ตกแต่ง และ รักษาราชมณเฑียร ต่อมาได้เป็น ผู้บังคับบญชากรมทหารหน้าสร้างกรมทหารหน้า  (กระทรวงกลาโหม) จัดการทหารให้มั่นคงแข็งแรงขึ้นเป็นอันมาก และ ได้เป็นผู้บัญชาการกรม ยุทธนาธิการ บังคับบัญชาทหารทั่วไป   รวมถึงเป็นแม่ทัพใหญ่ยกทัพไป ปราบฮ่อ ปลายพระราชอาณาเขตถึง ๒ ครั้ง นอกจากนี้ยังช่วยปราบ โจรผู้ร้ายต่างๆ ให้บ้านเมืองสงบ มีสันติสุข



าพช้างบรรทุกปืนใหญ่ ของกำลังพลพลเกณฑ์ มณฑลพิษณุโลก กำลังมุ่งสู่นครหลวงพระบาง ในการปราบฮ่อครั้งแรก

เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๘

     อนึ่ง ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตรพานิชยการและได้รับ พระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าให้เป็นแม่ทัพใหญ่ยกทัพไปปราบ ขบถเงี้ยวที่มณฑลพายัพ ท่านได้รับราชการ สนองพระเดช พระคุณโดยเต็มสติกำลัง ด้วยความกล้าหาญและด้วยสติปัญญา สามารถ ประกอบด้วย อุตสาหะ วิริยภาพยั่งยืนอยู่ในความ จงรักภักดี ต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับแต่ ต้นจนตลอดรัชกาล แม้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า เจ้าอยู่หัวและในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณยกย่องไว้วางพระราชหฤทัย มิเสื่อมคลาย ตราบจนถึงอสัญกรรม เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๔ รวมสิริมายุได้ ๘๐ ปี กับ ๓ เดือนเศษ เกียรติประวัติและคุณงามความดีนับเป็นแบบอย่างที่ดี สมควรได้รับการยกย่องจากกุลบุตรไทยทั้งหลายในปัจจุบันเป็น อย่างยิ่ง


กลุ่มโจรเงี้ยว  (กบฎเงี้ยว) เมืองแพร่ ที่ถูกจับได้ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๕


จอมพล และ มหาอำมาตย์เอก 

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

อสัญกรรม เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๔ รวมสิริมายุได้ ๘๐ ปี